วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

5. องค์ประกอบของการจัดการความรู้


                
    กรมประชาสัมพันธ์ (http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=1736&filename=km_web)   ได้รวบรวมไว้ว่า
องค์ประกอบที่สำคัญของการจัดการความรู้ คือ คน เทคโนโลยี และกระบวนการความรู้ (Knowledge Process)
 "คน”  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
 "เทคโนโลยี”  เป็นเครื่องมือที่ช่วยค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน และนำความรู้ไปใช้ได้ง่ายและ รวดเร็วขึ้น
  "กระบวนการความรู้ (Knowledge Process)”  เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม โดยองค์ประกอบทั้ง ๓ ส่วนนี้ต้องเชื่อมโยงและบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม

                   การที่องค์กรได้นำวิธีการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรแล้ว จะเห็นได้ว่าเกิดประโยชน์มากมาย ทั้งเป็นการเพิ่มคุณภาพและศักยภาพขององค์กร โดยมีการนำความรู้ที่มี อยู่เดิม (ความรู้เก่า) นำมาบูรณาการเป็นความรู้ใหม่ก็จะก่อให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นอีก และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น จนกลายเป็นวงจรแห่งการเรียนรู้ที่เพิ่มพูนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด



เสาวลักษณ์ สงวนพานิช (http://www.stou.ac.th/study/sumrit/10-53(500)/page7-10-53(500).html)  ได้รวบรวมไว้ว่าองค์ประกอบการจัดการความรู้ มีดังนี้

ผู้นำและกลยุทธ์
          ผู้นำหรือผู้บริหาร มีความสำคัญต่อการดำเนินการจัดการความรู้ เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ เป้าหมาย และเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการจัดการความรู้ ผู้บริหารต้องมุ่งมั่นที่จะบรรลุผลลัพธ์ของการจัดการความรู้ ต้องให้การสนับสนุนทรัพยากรงบประมาณ และเวลา อย่างพอเพียง
วัฒนธรรมองค์กร
          เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส่งผลให้การจัดการความรู้ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างบุคคลในองค์กร
โครงสร้างพื้นฐานและทีม
         โครงสร้างพื้นฐาน เป็นปัจจัยพื้นฐานหลักที่สนับสนุนให้ปัจจัยอื่นๆ ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ส่งผลให้การบริหารจัดการความรู้ดำเนินการได้อย่างราบรื่น เนื่องจากเป็นโครงสร้างทางด้านการบริหารงานจัดการความรู้ขององค์การ ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ
เทคโนโลยีและการสื่อสาร
          เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การติดต่อ สื่อสาร และเชื่อมโยงคนภายในและภายนอกองค์กรสะดวกและรวดเร็วขึ้น ไม่มีข้อจำกัดทั้งด้านเวลาและระยะทาง และเป็นแหล่งข้อมูล จึงมีบทบาทสำคัญของการจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน 
การวัดและประเมินผล
          ผู้บริหารควรกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์ เพื่อใช้ประเมินผล เป็นกลไกขับเคลื่อนการจัดการความรู้ของแต่ละฝ่ายฯและองค์การเพราะจะทำให้ทราบความก้าวหน้า และปรับปรุงงานให้ดีขึ้นได้ ใช้ติดตาม(Monitor) การทำงาน แล้วนำมาทบทวนแก้ไขข้อบกพร่องของกระบวนการต่างๆและปรับปรุงให้ประสบผลสำเร็จ



                    http://teacher80std.blogspot.com/2012/07/114.html   ได้รวบรวมไว้ว่า องค์ประกอบการจัดการความรู้ มีดังนี้
1) บุคลากร(ครู)  หมายถึง ครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ภูมิปัญญา หรือผู้ที่มีส่วนในการจัดกิจกรรมทางการศึกษา เป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการจัดการศึกษา
2) ข้อมูล/ความรู้  หมายถึง ข้อมูล ความรู้ หรือประสบการณ์ต่างๆที่อยู่ในบุคลากร(ครู) สาระเนื้อหาการเรียนรู้ (ตาม)หลักสูตร สื่อ และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ใช้ในการเรียนรู้ ถูกนำมาบูรณาการเพื่อการเรียนรู้ และการเข้าถึง นำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
3) เทคโนโลยีและการสื่อสาร หมายถึง เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน นำความรู้ไปใช้ได้อย่างง่ายและรวดเร็วขึ้น การจัดการความรู้ มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสนับสนุนและเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง คือระบบสารสนเทศ ระบบการเรียนรู้ ระบบการสื่อสาร และระบบสนับสนุน กระบวนการ กระบวนการประกอบด้วยขั้นตอน การแสวงหา การสร้าง การเก็บและเรียกใช้ การถ่ายโอน
4) วิธีการและกระบวนการ หมายถึง วิธีการบริหารและจัดการเพื่อนำมวลความรู้ จากแหล่งความรู้นำไปเผยแพร่ในระบบอย่างมีระบบและประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้สูงสุด


สรุป
องค์ประกอบที่สำคัญของการจัดการความรู้ คือ คน เทคโนโลยี วิธีการ กระบวนการความรู้ ข้อมูล ความรู้   โครงสร้างพื้นฐานและทีมงาน  วัฒนธรรมองค์กร  การวัดและประเมินผล
การที่องค์กรได้นำวิธีการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กรแล้ว จะเห็นได้ว่าเกิดประโยชน์มากมาย ทั้งเป็นการเพิ่มคุณภาพและศักยภาพขององค์กร โดยนำความรู้ที่มาบูรณาการเป็นความรู้ใหม่ก็จะก่อให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นอีก และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น



ที่มา :
กรมประชาสัมพันธ์ http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=1736&filename=km_web . [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
เสาวลักษณ์ สงวนพานิช http://www.stou.ac.th/study/sumrit/10-53(500)/page7-10-53(500).html . [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
http://teacher80std.blogspot.com/2012/07/114.html . [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.


4. เป้าหมายการจัดการเรียนรู้

  
 http://www.ict.su.ac.th/th/knowledge-management/knowledge-management.html ด้รวบรวมไว้ว่า   เป้าหมายการจัดการเรียนรู้มีดังนี้
                 งาน พัฒนางาน
                  คน พัฒนาคน
                  องค์กร   เป็นองค์กรการเรียน
            ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้
     

               http://portal.in.th/learninghome/pages/12088/  ได้รวบรวมไว้ว่า  เป้าหมายของการจัดการความรู้มีดังนี้
การจัดการความรู้มีเป้าหมาย 3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่
    

 (1) เพื่อพัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น
    

 (2) เพื่อการพัฒนาคน คือ พัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งในที่นี้
ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ ข้าราชการชั้นผู้น้อย
    

 (3) เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงานหรือทุนปัญญาขององค์กร ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรลดความยากลำบากหรือความไม่แน่นอนในอนาคตลง
     
        การจัดการความรู้เป็นกระบวนการที่เป็นวงจรต่อเนื่อง เกิดการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป้าหมาย คือ การพัฒนางานและพัฒนาคน โดยมีความรู้เป็นเครื่องมือ มีกระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ
             
                 https://sites.google.com/site/imformation5245/home/pea-hmay-laea-prayochn-khxng-kar-cadkar-khwam-ru   ได้รวบรวมไว้ว่า เป้าหมายของการจัดการความรู้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการจัดการเพื่อให้ ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการจัดกิจกรรมทางการศึกษาได้รับความรู้ความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย 4 ประการดังนี้
1) บรรลุเป้าหมายของงาน ทำให้งานมีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2) บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาคน ทำให้บุคลากรทุกคนเป็น “บุคคลเรียนรู้
3) บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรเรียนรู้  เนื่องจากบุคลากรในองค์กรเป็นบุคคลเรียนรู
4) บรรลุความเป็นชุมชน ทำให้บุคลากรในองค์กรมีการปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความเอื้ออาทรระหว่างกันในองค์กร
                
            ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บุคลากรสามารถนำความรู้ที่มีอยู่หรือความรู้ที่ได้จากการแสวงหาจากแหล่งความรู้ต่างๆมาพัฒนาคุณภาพของงานและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆให้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างมาก



สรุป
เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ คือ เป้าหมายของการจัดการความรู้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการจัดการเพื่อให้ ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการจัดกิจกรรมทางการศึกษาได้รับความรู้ความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย ดังนี้
     1.   งาน   พัฒนางานให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น       
     2.     คน    พัฒนาคนพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน
     3.    องค์กร   เป็นองค์กรการเรียนเพื่อการพัฒนา ฐานความรู้ขององค์กรหรือหน่วยงานหรือทุนปัญญาขององค์กร



ที่มา :
http://www.ict.su.ac.th/th/knowledge-management/knowledge-management.html [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
http://portal.in.th/learninghome/pages/12088/ [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.

https://sites.google.com/site/imformation5245/home/pea-hmay-laea-prayochn-khxng-kar-cadkar-khwam-ru [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.

3. หลักการจัดการความรู้


                ทิพวรรณ เวชพันธ์ (2549 : 57)  ได้กล่าวไว้ว่า หลักจัดการความรู้ หรือเคเอ็ม (KM = Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด


http://www.ict.su.ac.th/th/knowledge-management/knowledge-management.html   ได้รวบรวมไว้ว่า หลักการจัดการเรียนรู้มีดังนี้
      1) Knowledge is Power : ความรู้คือพลัง 
2) Successful knowledge transfer involves neither computers nor documents but rather in interactions between people. (Thomas H Davenport) : ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนด้วยกัน 
3) The great end of knowledge is not knowledge but action : จุดหมายปลายทางสำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ 
4) Now the definition of a manager is somebody who makes knowledge productive : นิยามใหม่ของผู้จัดการ คือ ผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล
        จะเห็นว่า จากข้อความที่กล่าวถึง ความรู้ดังกล่าว พอทำให้มองเห็นหลักของ KM เป็นลำดับชั้นมาเริ่มแต่ข้อความแรกที่ว่า ความรู้คือพลังหรือความรู้คืออำนาจ ซึ่งเป็นข้อความเป็นที่ยอมรับที่เป็นสากล ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และภาคราชการ จากการยอมรับดังกล่าวมาสู่การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ ความรู้และที่ชัดเจนก็คือ ประโยคสุดท้ายที่เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมรรคผลมีคุณค่าประโยชน์เป็นรูปธรรมว่านั่นเป็นนิยามใหม่ของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเลยทีเดียว ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของ KM อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม


http://portal.in.th/learninghome/pages/12089/ ได้รวบรวมไว้ว่า หลักการ 4 ประการของการจัดการความรู้ มีดังนี้
1. ให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิด ทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
2. ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลุประสิทธิผลที่กำหนดไว้ หรือ
ฝันว่าจะได้ ในการจัดการสมัยใหม่ ประสิทธิผล ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
    - การตอบสนองความต้องการ (Responsiveness) ซึ่งอาจเป็นความต้องการของลูกค้าความต้องการของ
      สังคม หรือความต้องการที่กำหนดโดยผู้บริหารองค์กร
    - นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือวิธีการใหม่ ๆ ก็ได้
    - ขีดความสามารถ (Competency) ของข้าราชการ และขององค์กร
    - ประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการทำงาน
3. ทดลองและเรียนรู้
4. นำเข้าความรู้จากภายนอกอย่างเหมาะสม
การดำเนินการจัดการความรู้ในหน่วยราชการควรใช้หลักการ "พลังสาม รวมเป็นหนึ่งเดียว"
     (1) ใช้พลังของระบบ "ราชการประจำ" ซึ่งมีการทำงานตามกฎระเบียบ มีรูปแบบที่ชัดเจน
     (2) ใช้พลังของ "ระบบแห่งความสร้างสรรค์" มีการทดลองรูปแบบใหม่ ๆ ของการทำงานเป็น project team ทำงานมุ่งเป้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ภายใต้แนวคิดของ "ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว" (complex-adaptive system) และ
     (3) ใช้พลังสร้างสรรค์ที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร ในรูปของการรวมตัวกันเองเป็นกลุ่ม
เชื่อมโยงกับระบบราชการประจำ และระบบแห่งการสร้างสรรค์ เน้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การพัฒนา best practices จากการเรียนรู้ จากการทำงานภายในองค์กร และจากการ "ตรวจจับ" (capture) ความรู้จากภายนอกองค์กรเอามาปรับใช้ในการทำงาน


สรุป
หลักจัดการความรู้ หรือเคเอ็ม (KM = Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลุประสิทธิผลที่กำหนดไว้ และทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์  ทดลองและเรียนรู้ ดำเนินการจัดการในหน่วยความรู้ การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ



ที่มา :
ทิพวรรณ เวชพันธ์ .  (2549). การจัดการความรู้ฉบับนักปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : ตถาดา พับลิเคชั่น.
http://www.ict.su.ac.th/th/knowledge-management/knowledge-management.html .[ออนไลน์]   เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.
http://portal.in.th/learninghome/pages/12089/ .[ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556.


วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

2. นิยามการจัดการความรู้


วิจารณ์ พานิช (http://www.kmi.or.th/kmi-articles/prof-vicharn-panich/28-0001-intro-to-km.html) ได้รวบรวมไว้ว่า การจัดการความรู้ คือ สำหรับนักปฏิบัติการจัดการความรู้ คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่
          1. บรรลุเป้าหมายของงาน
          2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน
          3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ
          4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน


ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ ( 2552: 57 ) กล่าวไว้ว่า การจัดการความรู้ คือ กระบวนการในการสร้าง ประมวล เผยแพร่ และใช้ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงาน


              สุจิตรา ธนานันท์
( http://iad.dopa.go.th/km/km_des.html) ได้รวบรวมไว้ว่า การจัดการความรู้ คือกระบวนการในการจัดการสภาพแวดล้อม บรรยากาศ หรืออุปกรณ์ เช่น เทคโนโลยี ที่มีส่วนสนับสนุนหรือเอื้อให้คนในองค์การมีการสร้าง แลกเปลี่ยน แบ่งปัน กู้กลับคืน และใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อการสร้างสรรค์ และพัฒนาทั้งทางด้านของตัวบุคคลและองค์การให้มีความสามารถที่เป็นประโยชน์ และพร้อมที่จะปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์การได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

สรุป
การจัดการความรู้ คือ กระบวนการในการสร้าง ประมวล เผยแพร่ และใช้ความรู้ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย เป็นกระบวนการในการจัดการสภาพแวดล้อม บรรยากาศ หรืออุปกรณ์ เช่น เทคโนโลยี ที่มีส่วนสนับสนุนหรือเอื้อให้คนในองค์การมีการสร้าง แลกเปลี่ยน แบ่งปัน กู้กลับคืน และใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อการสร้างสรรค์


ที่มา :
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช.  http://www.kmi.or.th/kmi-articles/prof-vicharn-panich/28-0001-intro-to-km.html . [ออนไลน์]  เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2556.
ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2552).  องค์การแห่งความรู้: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ.  พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์รัตนไตร.
สุจิตรา ธนานันท์.
http://iad.dopa.go.th/km/km_des.html. [ออนไลน์เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2556.













1. นิยามความรู้

              มาโนช เวชพันธ์ (2532 : 15-16) กล่าวไว้ว่า ความรู้ หมายถึง  ขั้นแรกของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการจดจำ ซึ่งอาจจะโดยการนึกได้ มองเห็น ได้ยิน หรือ ได้ฟัง ความรู้เป็นหนึ่งในขั้นตอนของการเรียนรู้ โดยประกอบไปด้วยคำจำกัดความหรือความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎโครงสร้าง วิธีการแก้ไขปัญหา และมาตรฐานเป็นต้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความรู้เป็นเรื่องของการจำอะไรได้ ระลึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดที่ซับซ้อน หรือใช้ความสามารถของสมองมากนัก ด้วยเหตุนี้ การจำได้จึงถือว่าเป็น กระบวนการที่สำคัญในทางจิตวิทยา และเป็นขั้นตอนที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ การนำความรู้ไปใช้ในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินผล ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ได้ใช้ความคิดและความสามารถทางสมองมากขึ้นเป็นลำดับ


http://www.edu.ssru.ac.th/km/file_upload/km_46-20.pdf ได้รวบรวมไว้ว่า ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา
ความรู้มี 2 ประเภท คือ
        1) ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge 20%) เป็นความรู้ที่ได้จากการเรียน การอ่าน ตำรา
        2) ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge 80 %) ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน หรือการคิดเชิงวิเคราะห์


            อักษร สวัสดี ( 2542 : 26)  กล่าวไว้ว่า ความรู้ เป็นพฤติกรรมขั้นต้นที่ผู้เรียนรู้เพียงแต่เกิดความจำได้ โดยอาจจะเป็นการนึกได้หรือโดยการมองเห็น ได้ยิน จำได้ ความรู้ในชั้นนี้ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำจำกัดความ ความหมาย ข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ โครงสร้างและวิธีแก้ไขปัญหา ส่วนความเข้าใจอาจแสดงออกมาในรูปของทักษะด้าน การแปลซึ่งหมายถึง ความสามารถในการเขียนบรรยายเกี่ยวกับข่าวสารนั้น ๆ โดยใช้คำพูดของตนเอง และ การให้ความหมายที่แสดงออกมาในรูปของความคิดเห็นและข้อสรุป รวมถึงความสามารถในการ คาดคะเนหรือการคาดหมายว่าจะเกิดอะไรขึ้น


สรุป
ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบเชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจ ซึ่งอาจจะโดยการนึกได้ มองเห็น ได้ยิน หรือ เป็นความรู้ที่ได้จากการเรียน การอ่าน ตำรา ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ ได้ฟัง เป็นพฤติกรรมขั้นต้นที่ผู้เรียนรู้เพียงแต่เกิดความจำได้ โดยอาจจะเป็นการนึกได้หรือโดยการมองเห็น ได้ยิน จำได้


ที่มา :
มาโนช เวชพันธ์,  นาวาอากาศเอก.  (2532).   เอกสารวิจัยส่วนบุคคล เรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ข้าราชการประจำ : ศึกษาเปรียบเทียบข้าราชการพลเรือนทหารและตำรวจ : มปท.
http://www.edu.ssru.ac.th/km/file_upload/km_46-20.pdf. ออนไลน์เข้าถึงเมื่อ 19 กรกฎาคม 2556.
อักษร สวัสดี.  (2542).  ความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย: กรณีศึกษาในเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ภาคนิพนธ์ปริญญา พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.